เกี่ยวกับเรา

เราคือผู้ให้บริการเช่าเรือเพื่อท่องเที่ยวทางน้ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาดูแผนที่และเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะเที่ยวอย่างไร
 
ลูกค้าสามารถเป็นผู้เลือกวัดที่ลูกค้าอยากจะไปได้นะครับ
 
รายชือวัดที่ลูกค้าสามารถเลือกได้

วัด แค
วัด พนัญเชิงวรวิหาร
วัด พุทไธศวรรย์
วัด หน้าพระเมรุ
วัด สนามไชย
วัด เชิงท่า
วัด กล้วย
วัด จีน
วัด ขุนพรหม
วัด บางกะจะ
วัด ตองปุ
วัด พญาแมน
วัด นางกุย
วัด ท่าการ้อง
วัด ช่องลม
 

มาดูภาพประกอบแต่ละวัด
 
1.วัด แค ราชานุวาส
 
 

ประวัติของ วัดแค​ ราชานุวาส

วัดแคหรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดร่างแค หรือวัดท่าแค เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมือง ซีกด้านตะวันออกของคลองสระบัว บริเวณพื้นที่เดิมเรียกว่า เกาะทุ่งแก้ว พระยาโบราณราชธานินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา ความว่า “…บ้านเกาะขาดหล่อผอบเต้า ปูนทองเหลืองขาย บ้านวัดครุฑปั้นนางเลิ้งขาย บ้านริมวัดธรณีเลื่อยกระดานไม้งิ้ว ไม้อุโลกขาย บ้านวัดพร้าว พราหมณ์ไทยทำแป้งหอม น้ำมันหอม ธูปกระแจะ กระดาษขาย บ้านท่าโขลง ทำเหล็ก ตะปู ตะปลิงใหญ่น้อยขาย บ้านคนทีปั้นกระโถน ตะคัน ช้าง ม้า ตุ๊กตาน้อยใหญ่ขาย บ้านโรงฆ้อง ซื้อกล้วยตีบมาบ่มขาย และบ้านเจ็ดตำบลนี้อยู่ในเกาะทุ่งแก้ว…”

ในสมัยก่อน ทุ่งหลังบ้านคลองสระบัว มีทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งตะวันออก เรียกว่า เกาะทุ่งแก้ว ส่วนฝั่งตะวันตก เรียกว่า เกาะทุ่งขวัญ และบริเวณทุ่งกว้างหลังบ้านคลองสระบัวนี้ ก็น่าจะเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวลาว ซึ่งพระยาโบราณราชธานินทร์ได้อธิบายไว้ว่า “…มีตลาดบนบกนอกกำแพง กรุง แต่ในขนอนทั้งสี่ทิศเข้ามาจนริมแม่น้ำรอบกรุงนั้น คือ ตลาดวัดมหาธาตุหลังขนอนบางหลวง ๑ ตลาดลาวเหนือวัดโคหาสวรรค์ ๑…”กับได้วินิจฉัยเพิ่มเติมไว้อีกว่าตลาดลาว น่าจะอยู่แถวปลายคลองสระบัว

อนึ่ง วัดแคแห่งนี้มีตำนานเล่าว่า เคยเป็นที่พักอาศัยของหลวงพ่อทวด เมื่อครั้งเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา เพื่อศึกษาพระอภิธรรมที่วัดลุมพลีนาวาส หลวงพ่อทวดนี้เป็นพระภิกษุที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการพระราชทานที่กัลปนา แก่หัวเมืองพะโคะในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ และเป็นภิกษุผู้มีอิทธิปาฏิหาริย์อภิญญาแก่กล้าจนได้สมญานามว่า “หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ทั้งยังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ด้วย

ปัจจุบันวัดแคเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ริมถนนร่างแค – คลองวัดพร้าว ในตำบลท้องที่คลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๖๐ ตอนที่ ๒๙ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๖

ไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงวัดแค แต่จากรูปแบบของโบราณสถานและหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่พบ สามารถบอกความเป็นมาและความสำคัญของวัดแคในสมัยอยุธยาได้ดังนี้
วัดแคเป็นวัดขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อแรกสร้างมีสิ่งก่อสร้างไม่มากนัก ได้แก่ เจดีย์ประธานทรงกลมตั้งอยู่บนฐานกลมและฐานเขียงมีซุ้มคูหา ๘ ทิศ เจดีย์ราย ๙ องค์ และอาคารซึ่งอาจจะ​
เป็นโบสถ์ ๑ หลัง กำหนดอายุได้ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ต่อมาประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มีการวางผังใหม่ เปลี่ยนให้ตัววัดหันหน้าไปทางทิศเหนือ ปรับถมพื้นที่วัดและสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นใหม่อีกหลายสิ่ง ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะวัดแคมีความสำคัญมากขึ้นเช่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนใหญ่และคงจะมีความสำคัญมาโดยตลอด จนกระะทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ วัดแคจึงถูกทิ้งให้รกร้างปรักหักพังเรื่อยมา จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี ทำให้ได้เห็นรูปแบบศิลปะของโบราณสถาน โบราณวัตถุของวัดแค ซึ่งสามารถกำหนดอายุการสร้างและบูรณะวัดแคในสมัยอยุธยาได้เป็น ๔ สมัย คือ สมัยเมื่อแรกสร้างวัดประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ สมัยที่ ๒ เป็นสมัยที่เปลี่ยนหน้าวัดหันไปทางคลองบางขวด และสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เช่นเจดีย์ประธาน สมัยที่ ๓ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ ลงมา เป็นช่วงที่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และสร้างเจดีย์ประธานเพิ่ม สุดท้ายเป็นสมัยที่มีการบูรณะวัดครั้งสุดท้าย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ ลงมา จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันกรมศิลปากรได้บูรณะพัฒนาสภาพแวดล้อมของวัดแคเสร็จแล้ว มีสิ่งก่อสร้างสำคัญดังนี้​
เจดีย์ทรงกลมฐานสูง (เจดีย์ ประธานหมายเลข ๑) สร้างอยู่บนฐานไพทีเดียวกับวิหารประธานและเชื่อมต่อกับฐานไพทีของเจดีย์ราย ทางด้านตะวันตก ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมและฐานบัวแปดเหลี่ยม มีร่องรอยการพอกฐานบัวสี่เหลี่ยมให้เป็นฐานทักษิณที่มีระเบียงด้านบน​
เจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา (เจดีย์ ประธานหมายเลข ๒) ตั้งอยู่ถัดจากเจดีย์ประธานหมายเลข ๑ ไปทางตะวันออกเกือบจะกึ่งกลางวัด มีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยสุดท้ายของวัด โดยพอกขยายองค์เรือนธาตุเดิมให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษ ที่ ๒๑ ลงมา เป็นเจดีย์ที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากเจดีย์ทรงกลมแบบภาคกลาง ซึ่งปรากฏทั่วไปในพระนครศรีอยุธยา และแปลกจากเจดีย์องค์อื่น ๆ ในวัดแคแห่งนี้ด้วย กล่าวคือ องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐสอปูนตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมเพิ่มมุม เหนือฐานสี่เหลี่ยมมีชุดฐานบัวเรียงซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับองค์ระฆังขนาดเล็กอีกต่อหนึ่ง ส่วนยอดเหนือองค์ระฆังหักหายไป ลักษณะของเจดีย์องค์นี้มีรูปทรงคล้ายกับเจดีย์ที่วัดปงสนุก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายซึ่งศาสตราจารย์สันติ เล็กสุขุม ได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง เจดีย์องค์ระฆังทรงกลม : ชุดฐานบัวรองรับองค์ระฆัง ว่า “…เจดีย์ องค์ระฆังทรงกลมแบบภาคเหนือที่วัดท่าแค น่าจะสร้างขึ้นไล่เลี่ยหรือหลังกว่าเจดีย์ที่วัดปงสนุก เมืองเชียงแสนไม่นานนัก คงอยู่ในพุทธศตวรรษเดียวกัน คือ พุทธศตวรรษที่ ๒๑…” นอก จากนั้นยังพบว่าผิวนอกของเจดีย์มีร่องรอยการฉาบปูน ซึ่งถึงแม้จะกะเทาะออกไปมากแล้ว แต่ส่วนที่เหลือยังปรากฏรูเล็กๆ รายอยู่ทั่วไปโดยรอบองค์เจดีย์ รอยรูเล็กๆ เหล่านี้ นักโบราณคดีบางท่านให้ข้อสังเกตไว้เป็น ๒ ประการ คือ​

ประการที่ ๑ สันนิษฐาน ว่า น่าจะเป็นรอยหมุดที่เกิดจากการตอกยึดแผ่นทองจังโกเพื่อประดับองค์เจดีย์ เหมือนเช่นการประดับองค์เจดีย์แบบล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน เป็นต้น​

ประการที่๒ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นรอยของหมุดที่ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องยึดปูนที่ฉาบผิวหรือช่วยกำหนดระดับความหนาของปูนที่ฉาบตกแต่ง
นอกจากนั้น ที่บริเวณใกล้เคียงองค์เจดีย์นี้ ยังปรากฏรากฐานเจดีย์ขนาดเล็กอีก ๔ องค์ อยู่ในตำแหน่งที่น่าจะเป็นเจดีย์มุมหรือเจดีย์ทิศซึ่งเป็นลักษณะของผัง เจดีย์แบบล้านนาอย่างชัดเจน หลักฐานของอารยธรรมล้านนาที่ปรากฏอยู่กับสถาปัตยกรรมดังกล่าวแล้วนี้น่าจะ เป็นเรื่องสนับสนุนให้สันนิษฐานว่า บริเวณพื้นที่แถบทุ่งแก้วตามแนวคลองสระบัว น่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชุนชนชาวลาวจากอาณาจักรล้านนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ และคงจะได้สร้างวัดแคแห่งนี้ขึ้นเป็นวัดประจำชุมชนด้วย​

เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา (เจดีย์ ประธานหมายเลข ๓ และ ๔) ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของวัด ตั้งอยู่บนฐานไพเดียวกันบนฐานเขียงสี่เหลี่ยม เจดีย์ประธานหมายเลข ๓ บูรณะไว้เพียงองค์ระฆัง เจดีย์ประธานหมายเลข ๔ บูรณะถึงปล้องไฉน สร้างขึ้นในสมัยที่ ๓ ของวัด และในสมัยสุดท้ายของวัด มีการบูรณะครั้งใหญ่โดยพอกขยายองค์เรือนธาตุให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย รูปทรงเจดีย์เป็นแบบที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนกลาง​

วิหารประธานเหลือ เพียงรากฐาน ตั้งอยู่ด้านหน้าของเจดีย์ประธานหมายเลข ๑ ลักษณะโครงสร้างเป็นแบบอาคารขนาด ๖ ห้อง หลังคาลด ๒ ชั้น มีชานรอบอาคาร ภายในอาคารมีเสารองรับเครื่องหลังคา ฐานประดับด้วยลายแข้งสิงห์ พื้นปูด้วยแผ่นหินชนวนสลับกับพื้นอิฐ ฐานชุกชีประดับปูนปั้นรูปเทวดาเดินประทักษิณ สร้างขึ้นในสมัยที่ ๒ ของวัด โดยสร้างทับลงบนวิหารเดิม​

วิหารราย เหลือเพียงรากฐานตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัด ลักษณะโครงสร้างและรูปแบบเหมือนวิหารประธานแต่ขนาดเล็กกว่า​

อุโบสถ เหลือ เพียงรากฐานตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัด ลักษณะโครงสร้างเป็นแบบอาคารที่ใช้เสาติดผนังแทนเสากลางอาคาร สร้างในสมัยที่ ๓ และบูรณะในสมัยสุดท้าย​


เจดีย์ราย ส่วน ใหญ่เหลือเพียงรากฐาน มีทั้งหมด ๖ องค์ องค์ที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ตั้งอยู่ระหว่างกำแพงวัดด้านเหนือและด้านใต้ เป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม มีฐานกลมรองรับ องค์ระฆังกลมมีซุ้มคูหา ๘ ทิศ สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ประธานสมัยเมื่อแรกสร้างวัด
เจดีย์รายของวัดนี้ส่วนใหญ่สร้างในสมัยอยุธยาตอนต้นเมื่อแรกสร้างวัด เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบฐานเขียงสี่เหลี่ยมและฐานบัวสี่เหลี่ยม สำหรับองค์ที่สร้างสมัยหลังที่มุมด้านหน้าของวิหารประธานเป็นเจดีย์ทรง ปราสาทยอด และเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง​

ศาลาโถง มี หลายหลัง ส่วนใหญ่สภาพชำรุดมาก ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ตั้งขนานกับกำแพงวัดด้านเหนือ เป็นอาคารแบบมีเสาติดผนังสร้างขึ้นในสมัยที่ ๓ ของวัด​

กำแพงวัดและซุ้มประตู มีแนวกำแพงเห็นได้ชัดเจน ยกเว้นด้านทิศใต้ที่ทางการสร้างถนนทับ กำแพงด้านทิศเหนือซึ่งเป็นด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูทางเข้าวัด ๓ ซุ้ม​

แท่นบูชาหรือแท่นบรรจุกระดูก ส่วน ใหญ่เหลือแต่ส่วนฐานราก เป็นแท่นก่ออิฐฉาบปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างตั้งแต่ ๐.๘๔ - ๑.๘๔ เมตร ยาวประมาณ ๑ - ๑.๘๘ เมตร สูงประมาณ ๑๖ - ๕๗ เซนติเมตร เกือบทั้งหมดก่ออิฐสอดิน และสร้างขึ้นในสมัยที่ ๓ ของวัด ตั้งกระจายอยู่บนฐานไพทีของเจดีย์ประธานและวิหารประธานของวัด บางแท่นพบอัฐิบรรจุอยู่ภายในแท่น บางแท่นบรรจุอยู่ที่ส่วนฐาน แท่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกถมปิดทับในสมัยสุดท้ายของวัด

นอกจากสิ่งก่อสร้างดังกล่าวแล้วในการขุดค้นขุดแต่งวัดแคได้พบโบราณวัตถุ ประเภทต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานสนับสนุนอายุสมัยของการก่อสร้างและบูรณะวัดแคในช่วงเวลา ต่างๆ เช่น ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาสุโขทัย – ศรีสัชนาลัยที่ผลิตขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๒ เครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่ผลิตในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ พระพุทธรูปที่ทำจากหินทรายสมัยอยุธยาตอนกลาง พระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นต้น

วัดแคเป็นวัดขนาดค่อนข้างใหญ่ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ตั้งอยู่ในบริเวณที่น่าจะเคยเป็นชุมชนขนาดค่อนข้างใหญ่ในสมัยอยุธยา และมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านนา อาจเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยของชาวลำพูนที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยสมเด็จพระไชย ราชาธิราชเสด็จขึ้นไปตีเมืองลำพูน และเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๙๑เพราะเจดีย์​

ประธานขนาดใหญ่องค์หนึ่งของ วัดที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน มีรูปแบบศิลปะแบบล้านนาคล้ายพระธาตุหริภุญไชย จังหวัดลำพูน อย่างไรก็ตามวัดแคคงจะเป็นวัดที่มีความสำคัญในชุมชนมากวัดหนึ่ง เพราะมีการบูรณปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซม และสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่เพิ่มขึ้นมาตลอดสมัยอยุธยา จนนับได้ว่าเป็นแหล่งรวมศิลปะอยุธยาหลายรูปแบบแห่งหนึ่ง​

บรรณานุกรม
บริษัทมรดกโลก จำกัด. รายงานวัดแค โครงการขุดแต่ง ขุดค้น และออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถาน
กลุ่มคลองสระบัว เสนอโครงการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ปีงบ
ประมาณ ๒๕๔๒. (อัดสำเนา)​
โบราณราชธานินทร์, พระยา. อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยากับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราช
ธานินทร์ ฉบับชำระครั้งที่ ๒. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยานลราชสุวัจน์
(ทองดี นลราชสุวัจน์) ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๖).​
 
ขอขอบคุณข้อมูล ศิลปากร,กรม. ทะเบียนโบราณสถานทั่วราชอาณาจักร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ,๒๕๑๖.​*นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ ค้นคว้าเรียบเรียง
 
 
2.วัด พนัญเชิง วรวิหาร
 
วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง[ต้องการอ้างอิง] และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี [2]

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา หน้าตักกว้าง 20 เมตรเศษ สูง 19 เมตร เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เคยได้รับความเสียหายในสมัยเสียกรุง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาโดยตลอด จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2394 ได้โปรดเกล้าให้บูรณะใหม่หมดทั้งองค์ และพระราชทานนามใหม่ว่า พระพุทธไตรรัตนนายก หรือที่รู้จักกันในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวไทยเชื้อสายจีนว่า หลวงพ่อซำปอกง[ต้องการอ้างอิง] คำว่า พแนงเชิง มีความหมายว่า นั่งขัดสมาธิ ฉะนั้น คำว่า วัดพนัญเชิง(วัดพระแนงเชิง หรือ วัดพระเจ้าพแนงเชิง) จึงหมายถึงวัดแห่งพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยคือ หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธไตรรัตนนายก นั้นเอง หรืออาจสืบเนื่องมาจากตำนานเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก คือ เมื่อพระนางสร้อยดอกหมากกลั้นใจตายนั้น พระนางคงนั่งขัดสมาธิ เพราะชาวจีนนิยมนั่งขัดสมาธิมากว่านั่งพับเพียบจึงนำมาใช้เรียกชื่อวัด บางคนก็เรียกว่า วัดพระนางเอาเชิง ตามสาเหตุที่ทำให้พระนางถึงแก่ชีวิต ฉะนั้น ถ้าเรียกนามวัดตามความหมายของคำว่า วัดพนัญเชิง ก็ย่อมหมายความถึงวัดที่มีพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ คือหลวงพ่อโต ( อ้างอิงจากประวัติวัดพนัญเชิงข้อมูลของทางวัดในปัจจุบัน ) 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ayutthaya.org/attractions/ayutthaya_city08.html
 
 
3.วัดพุทไธศวรรย์
 
 
วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางด้านทิศใต้ ปัจจุบันมีอาณาเขตเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา



มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศใต้ ติดต่อกับที่ของวัดตำหนัก (ร้าง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์
ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านเรือนราษฎร

 

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๐๐, หน้า ๒๑๕) ซึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ๓ ปี โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลเวียงเหล็ก เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า

ศักราช ๗๑๕ ปีมะเส็ง เบญจศก (พ.ศ. ๑๘๙๖) วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลา ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้นให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นอารามแล้ว ให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์
(พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๐๗, หน้า ๓)

 

พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้ คือ บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชวังที่ ตำบลหนองโสน หรือที่เรียกว่า “บึงพระราม” ในปัจจุบันและสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๙๓

ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางด้าน ประวัติศาสตร์ ซึ่งยังหาข้อสรุปที่ยุติยังไม่ได้ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสมเด็จ พระเจ้าอู่ทอง และสรุปได้ ๓ ทฤษฎี คือ

ทฤษฎีที่ ๑ เชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทอง เป็นชามาดา (ลูกเขย) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี เป็นเชื่อสายของเข้าชายไชยศิริ แห่งเมืองเชียงราย ซึ่งอพยพถอยร่นกันมาจากเมืองเหนือ ผ่านดินแดนต่างๆ จนกระทั่งมาตั้งถิ่นฐานทำกินที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้หนีโรคห่า มาตั้งนครหลวงใหม่ที่เมืองอโยธยาในปี พ.ศ. ๑๘๙๐ นักปราชญ์รุ่นต่อมาจึงเรียกกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายต่อกันมาว่า วงศ์เชียงราย

ทฤษฎีที่ ๒ เป็นเจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามายังเมืองปัตตานี แล้วอพยพเดินทัพเข้ามาทางเมืองนครศรีธรรมราช และเพชรบุรีจนกระทั้งตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้กำเนิดชาติวงศ์ไว้ชัด แต่ก็ได้สรุปเป็นแนวทางว่าพระเข้ากรุงจีน ได้เมตตาอนุญาตให้เข้าไปค้าขายในประเทศจีนได้เป็นกรณีพิเศษ

ทฤษฎีที่ ๓ เป็นเจ้าชายเมืองลพบุรี (อาจเชื่อสายขอม?) เจ้าของทฤษฎีนี้ได้แก่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำริแก่พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร แต่ไม่ทันได้ให้เหตุผลชัดเจนท่านได้ทิวงคตเสียก่อน พระยาโบราณราชธานินทร์ จึงกำหนดอายุของเมืองอยุธยาว่าในสมัยต้น เป็นทราวดี และนายมานิต วัลลิโภดม อดีตภัณฑารักษ์พิเศษ กรมศิลปากร ได้ศึกษา    ขยายความ ปรากฎรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องละโล้ – อโยธยา – ตามพรลิงค์ ว่าเป็นกษัตริย์เมืองละโว้ – อโยธยา

ในจดหมายเหตุโหรได้กล่าวถึง เหตุการณ์ครั้งที่พระเจ้าอู่ทอง ทรงอพยบพาไพร่พลหนีโรคภัยมาจากเมืองอู่ทองนั้น ในตอนแรกได้มาตั้งที่ตำบลเวียงหลัก เมื่อปีกุน จุลศักราช ๗๐๙ (พ.ศ. ๑๘๙๐) และได้พักไพร่พลอยู่ ณ ที่นี้ถึง ๓ ปี จนกระทั้งเห็นว่าไฟร่พลของพระองค์พ้นจากความอิดโรย มีความเข้มแข็งขึ้น จึงยกไพร่พลข้ามแม่น้ำมาสร้างพระนครศรีอยุธยา อยู่ในบริเวณปัจจุบันและทำพระราชพิธีราชาภิเษกสถาปนาพระนคร เมื่อปีเถาะ โทศก จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓) (กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ พระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, ๒๕๐๖, หน้า ๓๔๒)

ครั้นเมื่อพรองค์ครองราชย์สมบัติได้ ๓ ปี ใน พ.ศ. ๑๘๙๖ (จ.ศ. ๗๐๕) จึงได้สถาปนาพระอารามขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างชาติของพระองค์ ด้วยความสำคัญของพี้นที่ดังกล่าวข้างต้น

การศึกษาของ ประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ได้ระบุว่า บริเวณที่ตังพระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ตั้งอยู่ภายในเขตของเมืองปะทาคูจาม (ปะทา แปลว่า ป้อม และจาม หมายถึง ขาวเวียตนามที่นับถือศาสนาอิสลาม) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคลองปะจาม ซึ่งอยู่ถัดจากวัดพุทไธศวรรย์ ไปทางทิศตะวันออกไม่ไกลนัก (น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๐๖, หน้า ๔๕) อันปรากฎในแผนที่ของชาวต่างชาติ ว่าเป็นบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน ของชาวญวนในสมัยอยุธยา (อัมพร สายสุวรรณ, แผนผังกรุงศรีอยุธยาไม่มีเลขหน้า) ในสมัยอยุธยา บริเวณปากคลองคูจามนี้ เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุด ๑ ใน ๔ ตลาดของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชุมชนขนาดใหญ่และมีความสำคัญอาศัยอยู่ บริเวณนี้ (กรมศิลปากร, ๒๕๑๑, หน้า ๑๗๐)

ประยูร อุลุชาฎะ ได้สันนิษฐานว่าคลองคูจามนี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นคูเมือง ของเมืองปะทาคูจาม ตัวเมืองอาจเป็นที่ดินซึ่งเรียกว่า แหลมบางกะจะในเขตตำบลสำเภาล่ม อันโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศเหนือ และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไหลโอบจากวัดพนัญเชิง ลงใต้ทางทิศตะวันออก ส่วนคลองปะจามนั้นอยู่ทางทิศตะวันตก หรือตัวเมืองปะทาคูจามอาจจะเป็นบริเวณ ตำบลเวียงเหล็ก ที่วัดพุทไธศวรรย์ โดยมีคลองปะจามเป็นคูเมืองทางทิศตะวันออก คลองตะเคียนเป็นคูเมืองทางทิศตะวันตก มีแม่น้ำเจ้าพระยาโอบทั้งทางทิศเหนือและใต้

และจากข้อความที่ระบุเหตุการณ์ ในสมัยอยุธยาตอนต้นเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณปะทาคูจาม ในพระราชพงศาวดารกรงศรีอยุธยา ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่าในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น ปะทาคูจามมีลักษณะเป็นวังหน้า ดังข้อความนี้

 

** ​ “ศักราช ๗๔๙ ปีเถาะ นพศก สถาปนาวัดภูเขาทอง เพลาเย็น เสด็จไป ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก ท้าวมณเฑียรซึ่งถึงอนิจกรรมแต่ก่อนหน้านั้นมานั่งขวางทางเสด็จอยู่แล้วแลหาย ไป สมเด็จพระราเมศวรบรมพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติหกปี จึงพระยาราม ผู้เป็นพระราชบุตร ได้ครองราชย์สมบัติได้ห้าปี สมเด็กพระยารามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้าพระยามหาเสนาบดี ดำรัสสั่งให้กุมเอาตัวไป เจ้าพระยามหาเสนาบดี หนีรอดไป อยู่ฟากปะทาคูจามจึงให้เสด็จสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณบุรีเสด็จเข้ามาถึง จึงเจ้าพระยามหาเสนาบดี ยกเข้าปล้นเอาพระนครศรีอยุธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองราชย์ สมบัติในศักราช ๗๖๓ ปีมเสง ตรีศก ให้สมเด็จพระยารามไปกิน เมืองปะทาคูจาม”
** (น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๐๖, หน้า ๔๕)

ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้าบุเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี ทรงส่งพระราชสาส์น มาขอม้าและช้างเผือก จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบ ด้วย เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา ดังข้อความว่า

“ในวันพุธ เดือนยี่ แรม ๑๐ ค่ำ ศักราช ๙๑๑ ปีระกา เอกศก (พ.ศ. ๒๐๘๒) จึงโปรดให้พระมหาอุปราช เป็นกองหน้าตั้งค่าย ณ ตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรเป็นปีกซ้าย ตั้งค่าย ณ ตำบลทุ่งโพธาราม เป็นกองหน้าตั้งค่าย ณ ตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรเป็นปีกซ้าย ตั้งค่าย ณ ตำบลทุ่งโพธาราม ทัพพระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา ตั้งค่าย ณ ตำบลพุทไธศวรรย์ ทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ทัพพระยาละเคิ่ง เกียกกาย ตั้งค่ายวัดท่าการ้องลงไปถึงวัดไชยวัฒนาราม ทัพพระยาสิน, ทัพพระยาสะเรียง กองหน้าทัพหลวงตั้งค่าย ณ ตำบลลุ่มพลี ทัพหลวงตั้งค่าย ณ ตำบลวัดโพธิ์เผือก ทุ่งขนอนปากคู ทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ตั้งค่าย ณ ตำบลมะขามหย่อง (หลังคำยหลวง)”
** (ศรีอยุธยา, ๒๕๐๕ หน้า ๗๕)

ในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ) ราว พ.ศ. ๒๒๔๓ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพรอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวา ในสมเด็จพระเพทราชา ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือ ออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร (พระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา) ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ ครั้งเมื่อปีมะโรง โทศกเจ้าตรัสน้อยพระชนม์ครบ ๑๓ พรรษา เจ้ากรมหลวงโยธาเทพพระราชมารดานั้น ก็ได้กระทำมหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร ครั้นโสกันต์แล้วจึงให้ไปทรงผนวชเป็นสามเณร อยู่ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ราชาคณะ เพื่อทรงเรียน พระปริยัติไตรปิฎกธรรม และคัมภีร์เลขยันต์มนตร์คาถาสรรพวิทยาคุณต่างๆ จนกระทั่งพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา จึงลาผนวช ออกเที่ยวเรียนศิลปศาสตร์ แขนงต่างๆ จนพระชนม์ครบอุปสมบทก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ (กรมศิลปากร, ๒๕๐, หน้า ๑๗๔)

ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้มีเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารระบุว่า บริเวณวัดพุทไธศวรรย์นั้น ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุที่สำคัญถึง ๒ ครั้ง กล่าวคือ

ในรัชกาลสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ปี พ.ศ. ๒๒๕๘ กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ จึงได้จัดงานพระศพตามพระราชประเพณี ดังข้อความว่า

“ณ ปีมะแม สัปตศกนั้น…ในปีนั้น เจ้าพระอัยยิกา กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ พระตำหนัก วัดพุทไธศวรรย์นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ช่างไม้กระทำการเมรุ ขื่อขาว ๕ วา ๒ ศอก โดยสูง ๒๐ วา ๒ ศอก และพระเมรุทองกลาง และการพรเมรุทั้งปวงนั้น ๖ เดือนเศษจึงแล้วเชิญพระโกศทองขึ้นราชรถ พร้อมเครื่องอลกตแห่แทนเป็นอันมากน้ำมาสู่พระเมรุทอง และการที่บูชาให้ทานทั้งปวง ตามอย่างราชประเพณีมาแต่ก่อนสมโภช ๗ วัน การพระศพนั้นสำเร็จบริบูรณ์”
** (กรมศิลปากร, ๒๕๐๖, หน้า ๒๐๒)

ต่อมา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ ได้ทิวงคตลง ณ ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ พระองค์ได้ทรงโปรดให้ทำการเมรุ ณ วัดพุทไธศวรรย์ ดังข้อความว่า

“ใน ปีเถาะ สมเด็จพระอัยกีกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์นั้นดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ณ วัดพุทไธศวรรย์นั้น แล้วเชิญพระโกศขึ้นพระยานุมาศแห่มาเข้าพระเมรุ พระราชทานพระสงฆ์ดับปกรณ์ และมีงานมหรสพสามวันแล้วเสด็จไปพระราชทานเพลิง ตามโบราณราชประเพณีสืบๆ กันมา”
(กรมศิลปากร, ๒๕๐๖, หน้า ๒๒๐)

วัดพุทไธศวรรย์น่าจะมีความสำคัญมากขึ้นใน พ.ศ. ๒๒๙๓ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้นำคณะฑูตชาวสิงหลไปนมัสการและประกอบศาสนกิจที่ วัดพุทไธศวรรย์ โดยการเข้ามาของคณะฑูตขางสิงหลในครั้งนี้ปรากฎ ข้อความในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า

“ลุศักราช ๑๑๑๕ ปีระกา เบญจศก ฝ่ายพระเจ้ากิตติศิริราชสีห์ ได้เสวยสมบัติในเมืองสังขัณฑนคร เป็นอิสราธิบดีในลังกาทวีป ครั้งนั้น พระพุทธศาสนาในเกาะลังกาหาพระภิษุสงฆ์ไม่ได้ จึงแต่งให้ศิริวัฒนอำมาตย์เป็นราชฑูต กับอุปฑูต ตรีฑูตจำทูลพระราชสาส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีพระบรมสารีริกธาตุเป็นอาทิ มากับกำปั่นโอลันขาพานิชวิลันดาเข้ามาจำเริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงเทพมหานคร จะขอพระภิกษุสงฆ์ออกไปให้อุปสมบทบวช กุลบุตรสืบพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งให้จัดแจงรับฑูตานุฑูตลังกาตามธรรมเนียม…แล้วโปรดให้ อาราธนา พระอุบาลี พระอริยมุนี พระราชาคณะสองพระองค์กับพระสงฆ์อันดับสิบสองรูป ออกไปตั้งพระพุทธศาสนาบวชกุลบุตรไว้ในลังกาทวีป…”
(กรมศิลปากร, ๒๕๐๖, หน้า ๒๓๕)

ในหนังสือ “เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป” ของสมเด็จพรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรางกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่คณะ ราชฑูตลังกา ได้เข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนี้โดยได้ระบุว่าในจดหมายเหตุราชฑู ตลังกาซึ่งเข้ามาในช่วงนั้น ได้มีการเขียนบันทึกพรรณนาถึงสภาพของวัดพุทไธศวรรย์ไว้อย่างละเอียด ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างภายในวัดพุทไธศวรรย์ ในช่วงอยุธยาตอนปลาย (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชนุภาพ, ๒๕๐๓, หน้า ๑๒๔)

แต่พระองค์ทรงตัดตอน ไม่ได้บรรยายไว้ในหนังสือนั้นเอกสารที่ระบุรายละเอียดของวัดพุทไธศวรรย์นี้ ได้รับการแปลและตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the Royal Asiatic Society, Ceylon Branch, Vol. XVIII, No.54 (1903), pp, 22-26. โดยอ้างอิงจาก P.E. Pieris, “An Account of King kirti Sri’ Embassy to Siam in 1672 Saka (1750 A.D.) มีข้อความดังนี้

“เจ็ดวัดต่อมาในวันศุกร์ เป็นวันเพ็ญ ข้าราชการสองคนมาพบเราและบอกว่า มีพระบรมราชโองการให้เราไปที่วัดสองวัดในวันนี้ เราจึงเดินทางโดยทางเรือไปที่วัด เรียกว่าวัดพุทไธศวรรย์ (Puthai Suwan) ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้ ทางด้านขวามือของแม่น้ำใหญ่มีทุ่งกว้างที่สิ้นสุดลงที่ฝั่งแม่น้ำ ณ ที่นี้อาคารหลังคาสองชั้นสร้างเป็นรูปจัตุรัส มีประตูอยู่ สี่ประตู ทั้งสี่ด้าน ผนังทั้งสี่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองสองร้อยองค์ ภายในประตูทางด้านทิศตะวันออกมีรอยพระพุทธบาทจำลอง รูปมงคลบนรอยพระพุทธบาทนั้น ปิดทองตรงกลางของจตุรัสมี พระปรางค์ (dagava) ใหญ่ปิดทอง มีสี่ประตู เมื่อเข้าประตู ด้านทิศตะวันออกแล้วจะมีบันไดศิลาปิดทอง พระมหาธาตุนั้นประดิษฐานอยู่ภายในท้องคูหาของพระปรางค์ ห้องนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เดินประทักษิณได้โดยรอบพระมหาธาตุ โดยไม่ต้องเข้าไปใกล้พระธาตุ ภายในพระปรางค์ยังมีรอยพระบาทจำลองปิดทองอีกด้วยเคียงข้างประตูทิศตะวันออก มีพญานาคห้าเศียรเลื้อยลงสู่พื้นดินทางด้านทิศเหนือของพระปรางค์มีวิหารหลัง สองชั้น มีชุกชีอยู่ตรงกลางบนฐานนี้มีพระพุทธรูปประทับปิดทอง สูง ๑๒ ศอก ทางด้านทิศตะวันออกหันหน้าไปทางพระปรางค์ มีวหารหลังคาห้าชั้น ผูกเพดานด้วยผ้าและประดับด้วยจิตรกรรมปิดทองเสากลางห้องปิดด้วยแผ่นทองคำ บนชุกชีกลางห้องนั้นมีพระพุทธรูปทองคำขนาดเท่าคน เคียงข้างด้วยรูปปิดทองคล้ายกับสองรูปพระสาวกสำคัญ พระสารีบุตรมหาสามิ และพระมหาโมคคลานะมหาสมิ และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตอนบนของประตูทางเข้าตั้งแต่หลังคาถึงทับหลังประตูมีจิตรกรรมปิดทองรูป พระพุทธเจ้าในสวรรค์ของท้าวสักกะ พระพุทธองค์ประทับบนบัลลังก์สีขาว ทรงเทศนาพระอภิธรรมอันประเสริญ โปรดพระอิศวร (Maha Deva) และเทพ แลพรหมในโลกที่ยังไม่มีการครบถ้วนและมีภาพตอนเมื่อทรงเทศนาเสด็จลงจากสวรรค์ โดยบันไดทองสู่ศากยะปุระ (Sakaspura) พระวิหารหลังนี้มีกำแพงและประตูล้อม อย่างมั่นคง รอบๆ มีอาคารที่รื่นรมย์และกุฎิสงฆ์เต็มไปด้วยผู้ทรงศีล ผู้ศรัทธาที่สูงศักดิ์ อุบาสิกา”
(พิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๓๖, หน้า ๓๕)
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานทางด้านเอกสารใดกล่าวถึงวัดพุทไธศวรรย์อีกจนกระทั่งถึงในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเทพพลภักดิ์ ซึ่งบัญชาการกรมพระคชบาล เสด็จออกไปชมเพนียดทรงพบว่าที่ด้านมุขของปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์นั้น มีพระรูปพระเจ้าอู่ทองตั้งอยู่ ต่อมาเข้าจึงกราบทูลมายังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญ เทวรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๓๒๗ แล้วโปรดให้หล่อดัดแปลงใหม่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง หุ้มเงินทั้งองค์ และโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ หอพระเทพบิดรภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน ส่วนรูปที่เรียกกันว่า “พระเจ้าอู่ทอง” ในปัจจุบันนี้ เป็นของหล่อขึ้นใหม่แทนของเดิม ทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประทับยืนอยู่ภายในซุ้มจระนำบริเวณผนังด้านทิศเหนือของมุขด้านทิศตะวันออก (พวงทอง สิริสาลี, ๒๕๑๑, ๔๑) เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฎข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ดังนี้

“…โปรดให้เชิญพระเทพบิดร คือ พระรูปสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) ซึ่งเป็นปฐมวงศ์สร้างกรุงเก่ามาแปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐาน ไว้ในพระวิหาร พระวิหารนั้นพระราชทานนามว่า หอพระเทพบิดร…”
** (เจ้าพระยาทิพรกรวงศ์, ๒๕๒๖, หน้า ๔๘)

 

ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดในกรุงศรีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐินโดย กระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ เมืองปทุมธานี และกรุงเก่าหรือพระนครศรีอยุธยา ดังปรากฎข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์พระราชทานพระกฐินครั้งนี้ในจดหมายเหตุ ในรัชกาลที่ ๔ ดังนี้

“จะเสด็จทางชลมารค เป็นกระบวนพยุหยาตราตามอย่าง ครั้งเมื่อเสด็จในเดือน ๔ แล้วมาแต่ครั้งนี้จะทรงพระราชทานพระกฐินเมืองปทุมธานี เมืองกรุงเก่า เป็นพระราชประสงค์ กำหนด ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก เพลา ๓ ยาม ให้กระบวนพร้อม จะเสด็จแต่ยังไม่รุ่ง เมื่อจะออกเรือพระที่นั่งจะได้ยิงปืนในเรือพระที่นั่ง ๓ นัด โห่ ๓ ลา เป็นสำคัญเป็นสัญญาแล้วจึงให้เรือที่มีปืนหน้าเรือยิงรับต่อๆ ไปลำละนัดตลอดกระบวน แล้วเดินกระบวนตามลำดับขึ้นไป ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๓ ค่ำ เมื่อเสด็จถึงเมืองปทุมธานี ให้ประทับเรือพระที่นั่ง ที่ฉนวนวัดประทุมทองทีเดียว อย่าประทับ ที่ฉนวนพลับพลาก่อน ต่อ พระราชทานพระกฐินเสร็จแล้ว จึงจะเสด็จมาพลับพลาครู่หนึ่ง แล้วจะเสด็จเดินกระบวนต่อไป ไม่ประทับแรม ที่เมืองปทุมธานี เมื่อจะออกเรือพระที่นั่งจากวัดประทุมทองนั้น จะได้ยิงปืนสัญญาณทุกลำเหมือนอย่างแรกออกอีกครั้งหนึ่ง เดินกระบวน ตามทางล้ำน้ำขึ้นไปประทับ ณ ค่ายหลวงป้อมเพ็ชร์ กรุงเก่า ในวันเดือน ๑๒ ขึ้น ๓ ค่ำ ให้ได้ตามอย่างครั้งก่อน ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลาบ่ายเสด็จทางพระราชทานพระกฐินวัดสุวรรณดาราม ที่ ๑ วัดพนัญเชิง ที่ ๒ วัดหน้าพระเมรุ ที่ ๔ สี่พระอาราม ณ​ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ เสด็จเป็นกระบวนอย่างนี้ไปจากกรุงเทพฯ ให้ทอดกระบวนให้ยาวยืด เมื่อจะออกเรือพระที่นั่งให้ยิงปินเป็นสัญญาณตลอดกระบวนอักครั้งหนึ่ง แล้วเสด็จพระราชทาน พระกฐินวัดป่าโมกข์พระอารามที่หนึ่ง ถ้าเวลสยังมีจะเสด็จไป นมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดอินทประมูลด้วยแล้วเสด็จกลับมาที่ป้อมเพ็ชร์ในวันนั้น แลเมื่อออกเรือกลับ ให้ยิงปืนอย่างเมื่อไป ครั้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๗ ค่ำ เพลาเช้า เสด็จเป็นกระบวนตามธรรมเนียมพระกฐินในกรุงเทพฯ จะพระราชทานพระกฐิน วัดธรรมาราม ที่ ๑ วัดขุนญวน ที่ ๒ สองพระอาราม แล้วเสด็จไปทรงนมัสการพระเจดีย์วัดภูเขาทอง แล้วกลับทางแหลมศรีษะรอประทับที่วัดมณฑป ทรงถวายไตรปีพระสมุทมุนี แล้วเสด็จกลับที่ประทับพลับพลา ก่อนถวายไตรปี พระสงฆ์ ที่พลับพลาเพลาบ่ายพระราชาคณะ พระถานานุกรม เจ้าอธิการที่ได้รับไตรปี และพระกฐิน จะได้สวดพระพุทธมนต์ รุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาเช้า พระราชาคณะ พระครู พระถานานุกรม เจ้าอธิการอันดับที่จะได้จีวรเข้ามารับบิณฑบาตฉลองพระกฐิน ฉลองไตรปี…”
(กรมศิลปากร, ๒๔๘๐, หน้า ๖๘-๗๐)
ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ปรากฎหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุธยาได้ช่วยกัน บูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้น ในราว พ.ศ.๒๔๔๑
(ตรี อมาตยกุล, ๒๕๐๕, หน้า ๕๓)

 

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน โดยได้ประกาศในพระราชกิจจา-นุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ (กรมศิลปากร, ๒๕๓๘, หน้า ๑๒๕)
ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
ขอตุณข้อมูลจาก https://www.putthaijatukam.com/ประวัติวัดพุทไธศวรรย์/
 
 4.วัด หน้าพระเมรุ
 
 
วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่น้ำลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างในสมัยใด พิจารณาได้ว่า น่าจะเป็นวัดสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งต้นสมัยอยุธยา เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย และยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได้ไปตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคาที่หลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์

สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัดนี้ คือ พระอุโบสถและพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ ซึ่งคงสร้างขึ้นราวรัชกาลของพระเจ้าปราสาททอง หน้าบันของพระอุโบสถเป็นไม้แกะสลักปิดทองที่แสดงรูปพระนารายณ์ทรงครุฑแวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา คติดังกล่าวเป็นที่นิยมในสมัยโบราณที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือเป็นพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะก็มักจะทำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ อันมีความหมายว่าวัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวง

สำหรับพระพุทธรูปประธานทรงเครื่องใหญ่ก็สร้างในคติของพระพุทธเจ้าปางโปรดพญามหาชมพู ตามความในมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งเป็นรูปแบบของพระพุทธรูปที่นิยมมากในสมัยอยุธยาตอนกลางต่อลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระพุทธรูปองค์นี้อาจเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในเมรุทิศเมรุรายของวัดไชยวัฒนารามที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าปราททองได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงอนุมานได้ว่าพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุก็คงจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

ทางทิศตะวันออกของพระอุโบสถมีวิหารน้อยที่สร้างขึ้นโดยพระยาชัยวิชิต (เผือก) ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีรูปแบบลอกเลียนมาจากพระอุโบสถ แต่ลดขนาดให้เล็กลงกับทั้งเปลี่ยนหน้าบันให้เป็นลายพรรณษาตามความนิยมของศิลปะในช่วงนั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแบบทวารวดีขนาดใหญ่ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิมคงประดิษฐานอยู่ที่จังหวัดนครปฐมมาก่อน และได้ย้ายมายังวัดมหาธาตุ อยุธยา ราวรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็เป็นได้ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปศิลาประทับนั่งห้อยพระบาทที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน นับเป็น 1 ใน 6 องค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก

ข้าง ๆ พระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ยังมีวิหารน้อยหรือวิหารเขียน ซึ่งมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องการค้าสำเภาและพุทธชาดกต่าง ๆ และยังมีพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ สลักจากหินปูนสีเขียวแก่ เรียกว่า "หลวงพ่อคันธารราฐ" ซึ่งมีอยู่ไม่กี่องค์ในเมืองไทยเวลานี้ ความเก่าแก่นั้นกล่าวได้ว่าเก่าแก่ก่อนสมัยสุโขทัย ไล่เลี่ยกับยุคสมัยของโบโรบูดูร์ หรือบรมพุทโธ บนเกาะชวาในอินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว

เจดีย์ราย 3 องค์ ที่มีรากไทรแผ่เข้าครอบคลุม ที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถของวัดหน้าพระเมรุ ได้ปรากฎในภาพวาดกรุงศรีอยุธยาในหนังสือของ อ็องรี มูโอ นักสำรวจชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5
 
 
5.วัด สนามไชย
 
มีคูหาบรรจุอัฐิธาตุของทหารในสงคราม คราวหนึ่ง เจดีย์นี้จึงได้ชื่อว่า "เจดีย์ทหารนิรนาม" ปัจจุบันองค์เจดีย์และบริวารสถาน ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร แล้วอาณา บริเวณขุดร่องน้ำ โดยรอบ ก่อนปี พ.ศ. 1746 สร้างวัดสนามชัย อยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรีฝั่งตะวันออก จากพงศาวดารเหนือเล่าว่า พระเจ้า กาแต ทรงให้มอญน้องผู้เป็นญาติสร้างขึ้นพร้อมกับบูรณะวัดป่าเลไลยก์ สันนิษฐานว่า พบซากเจดีย์ขนาดใหญ่และกำแพงแก้วพร้อมเจดีย์บริวารเล็กๆทั้งสี่ทิศ ปี พ.ศ. 2504กรมศิลปากร ขุดแต่งองค์เจดีย์ ภายในกลวง พบอัฐิธาตุป่นปนกับเถ้าถ่านจำนวนมากบรรจุไว้ในองค์เจดีย์ นักโบราณคดี ให้ข้อสันนิษฐานและคำอธิบายว่า เจดีย์วัดสนามชัย เป็นเจดีย์ 16 เหลี่ยม กว้างด้านละ 48 เมตร ยาวด้านละ 62 เมตร สันนิษฐานจากศิลปะการก่อสร้างว่ามีการสร้างซ้อนกันอย่างน้อย 2 สมัย ตั้งแต่สมัยทวารวดี - สมัยอู่ทอง (คือช่วงปลายทวารวดีต่อสมัยอยุธยา) และ สมัยอยุธยา
 
 
6.วัดเชิงท่า
 
 
หรือ วัดตีนท่า  หรือ วัดติณ หรือ วัดคลัง หรือ วัดโกษาวาสน์  ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่า สร้างขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอู่ทอง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง วัดตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมือง ริมฝั่งซ้ายของ แม่น้ำลพบุรี  ใกล้กับ คูไม้ร้อง ซึ่งเป็นอู่เก็บเรือพระที่นั่ง ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ฝั่งตรงข้ามวัด คือ ป้อมท้ายสนม และ ปากคลองท่อ  ซึ่งเป็นท่าข้ามเรือของฝั่งเกาะเมือง มาขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำหน้า วัดเชิงท่า 
 
จากตำนานคำบอกเล่า เรื่องราว และประวัติความเป็นมาของ วัดเชิงท่า ได้กล่าวไว้ว่า เศรษฐีผู้หนึ่ง มีบุตรสาวสวยอยู่ ๑ คน ด้วยความมั่งคั่งของฐานะ จึงได้สร้างเรือนไม้อันวิจิตรไว้ให้บุตรสาวออกเรือน (แต่งงาน) คือ ยกให้เป็นเรือนหอนั่นเอง แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง บุตรสาวคนสวยของเศรษฐี ได้ลักลอบหนีออกจากบ้านไปกับผู้ชาย ครั้นบุตรสาวหนีออกจากบ้านไปแล้ว เศรษฐีก็ตกอยู่ในอาการเศร้าโศก ตั้งหน้าเฝ้าคอยหวังว่าสักวันหนึ่งบุตรสาวของตนต้องกลับบ้าน รอแล้วรอเล่ารออยู่หลายปีบุตรสาวก็ไม่กลับมาสักที เศรษฐีจึงยกเรือนหอ (รอเก้อ) ถวายให้กับวัด ซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลของเศรษฐีนั่นเอง จึงได้ชื่อว่า  วัดคอยท่า เรื่องที่เล่าสืบกันมานี้  หลวงจักรปาณี  ได้นำมาประพันธ์ไว้ใน นิราศทวารวดี  มีความตอนหนึ่งว่า
 
พิหารมีสี่มุขทั้งสี่ด้าน                           ดูโอฬารลดหลั่นน่าหรรษา
เหมือนปราสาทราชวังอลังการ์                 มุขเด็จหน้าดั่งหนึ่งท้องพระโรงทรง
ที่ท่ามกลางมีพระปรางค์เป็นองค์ปลอด       ดูใหญ่ยอดสูงเฉิดระเหิดระหง
ที่เชิงปรางค์ข้างต่ำมีถ้ำลง                     เขาว่าตรงออกช่องคลองสระปทุม
ผู้ใหญ่เขาเล่ามาก็น่าเชื่อ                       ว่าครั้งเมื่อเมืองสนุกยังสุขสม
มีเศรษฐีมีมั่งตั้งรวบรุม                          เงินตวงตุ่มเหลือล้นพ้นประมาณ
มีบุตรสาวเล่าก็ไม่ให้ใครเห็น                   จึงสร้างเป็นปรางค์มาศราชฐาน
อันนี้ไว้ให้ธิดาอยู่มานาน                        แต่หญิงพาลตามชายสูญหายไป
เศรษฐีแสนแค้นคะนึงถึงลูกสาว                 ไม่ได้ข่าวคอยท่าน้ำตาไหล
 จึงอุทิศปรางค์มาศปราสาทชัย                 อันนี้ให้เป็นวิหารทำทานทุน
ให้เรียกวัดคอยท่ามาชัดชัด                     กลับเป็นวัดเชิงท่านึกน่าหุน
 
จากตำนานคำบอกเล่า เหตุที่มาของชื่อ วัดตีนท่า สืบเนื่องมาจาก วัดสร้างอยู่ใกล้ ท่าเรือปากคลองท่อ (ด้านเหนือ) ตรงกับ วัดพุทไธศวรรย์ ตามแนว คลองท่อ ทางด้านใต้ของเกาะ หรืออาจจะมาจากที่ตั้งของวัดอยู่นอกเมือง และใกล้กับท่าเรือ ผู้คนสามารถสัญจรข้ามไปมาได้ ชาวบ้านชาวเมืองจึงพากันเรียก วัดตีนท่าส่วนเหตุที่มาของชื่อ วัดติณ น่าจะมาจากคำว่า ติณ ซึ่งแปลว่า หญ้า เพราะตั้งแต่รัชสมัย สมเด็จพระเพทราชา ถึงรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ บริเวณที่ตั้งวัดคงจะเป็นที่รวบรวมหญ้า เพื่อนำข้ามฝั่งไปให้ ช้าง ม้า ใน พระบรมราชวัง จึงเป็นที่มาของชื่อ วัดติณ
 
 
7.วัด กล้วย  อยู่ระหว่างการปรับปรุงเนื้อหา
Powered by MakeWebEasy.com